ไขมันพอกตับ

posted on 01 Sep 2011 02:37 by drcarebear

ไขมันพอกตับ

 

 

หมอหมีไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำว่าไขมันพอกตับ เพราะมันทำให้นึกว่าไขมันหุ้มอยู่ภายนอกเนื้อตับ แต่อันที่จริงแล้ว ไขมันมันแทรกเข้าไปในเนื้อตับไปเลย น่าจะเรียกไขมันในตับมากกว่า เดี๋ยวนี้จะพบว่ามีไขมันพอกตับกันได้มากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรม การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทานแต่อาหารมัน ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้พบโรคนี้กันได้มากขึ้นเรื่อย

 

 

ปกติสามารถมีไขมันที่ตับได้เป็นธรรมดา แต่ถ้าไขมันอยู่ในตับมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ จะเป็นภาวะที่มีไขมันพอกตับ ซึ่งอาจจะนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ร้า้ยแรงได้

 

โรคตับจากแอลกอฮอล์ Alcoholic Liver Disease (ALD)

 

 

พบว่ามากกว่า 90 % ของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ มี fatty liver โดยมักจะพบในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ปานกลางถึงมาก  หรือแม้แต่คนที่ดื่มมาไม่นานแต่ว่าดื่มหนักก็พบได้เช่นกัน

พันธุกรรมมีส่วนในการเกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์ โดยส่งผลถึงปริมาณแอลกอฮอล์ที่คุณจะรับได้ และเกี่ยวข้องกับโอกาสที่จะทำให้เกิดการติดแอลกอฮอล์ และพันธุกรรมอาจมีผลถึงความสามารถของตับในการที่จะเผาผลาญแอลกอฮอล์

 

ปัจจัยอื่นที่อาจจะส่งผลถึงการเกิดไขมันที่ตับจากแอลกอฮอล์ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ C การที่มีธาตุเหล็กมากเกินไป อ้วน และอาหารมัน

 

โรคไขมันที่ตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD)

 

 

ภาวะนี้เป็นภาะวที่พบได้บ่อยมากอันหนึ่งของโรคตับเรื้อรัง อันที่จริงภาวะที่มีไขมันที่ตับไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลถ้าหากว่าไม่มีการอักเสบหรือการทำลายเซลล์ตับ

 

สิ่่งที่เป็นอันตรายจากภาวะนี้คืออาจทำให้มีการทำลายเซลล์ตับอย่างถาวร จนเกิดแผลเป็นที่ตับ หรือ เป็นตับแข็ง ตับวายในทีุ่สุด นอกจากนี้ยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับอีกด้วย

 

สาเหตุ ของไขมันพอกตับ

 

 

ส่วนใหญ่แล้วภาวะนี้จะพบในวัยกลางคน และมักจะพบในคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน นอกจากนี้คนที่มีไขมันในเลือดสูง ก็จะพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้

 

มีปัจจัยที่อาจทำให้เกิดไขมันพอกตับ ได้แก่

 

สารอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิดการทำลายเซลล์

มีการหลั่งสารโปรตีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ จากเซลล์ไขมัน ตับ และเซลล์อื่น ๆ

เกิดการตายของเซลล์ตับ

ยาบางชนิด

ไวรัสตับอักเสบ

โรคตับที่เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเองหรือพันธุกรรม

น้ำหนักลดเร็วผิดปกติ

ภาวะทุพโภชนาการ

 

การวิจัยใหม่ ๆ พบว่า การมีแบคทีเรียในลำไส้มากเกินไป อาจจะสัมพันธ์กับการเกิดไขมันที่ตับได้

 

อาการของไขมันพอกตับ

 

ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการ แต่ถ้ามีภาวะในระยะยาว เป็นปีหรือเป็นสิบปี อาจจะทำให้มีอาการได้แก่

 

อ่่อนเพลีย

น้ำหนักลด หรือไม่ค่อยอยากอาหาร

ไม่มีแรง

คลื่นไส้

ไม่ค่อยมีสมาธิ

นอกจานั้นอาจจะมีอาการ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี หรือใต้ชายโครงขวา ตับโต

 

แต่ถ้าหากอาการตับรุนแรงมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดภาวะตับแข็งได้ โดยเฉพาะในผู้ที่่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก ซึ่งจะทำให้มีอาการ ตัวบวม ดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง มีภาวะเลือดออกผิดปกติ

 

 

การวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับ

 

ส่วนใหญ่จะพบไขมันพอกตับจากการตรวจอัลตราซาวน์ในการตรวจสุขภาพประจำปี ในบางคนทำการตรวจเลือดพบว่าค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ ซึ่งแสดงถึงมีการทำลายของเซลล์ตับ

 

การตรวจอื่น ๆ ที่จะช่วยในการวินิจฉัย

 

การตรวจเลือด

จะพบว่าค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ ตัวที่ใช้ตรวจนี้คือ alanine aminotransferase (ALT) หรือ aspartate aminotransferase (AST)

 

การตรวจอัลตราซาวน์

จะพบลักษณะผิวของเนื้อตับที่ไม่เรียบ ซึ่งเกิดจากการแทรกของไขมันเข้าไปในตับ

 

การตรวจชิ้นเนื้อตับ

เป็นการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด โดยการใช้เข็มเจาะเข้าไปในเนื้อตับ เพื่อนำชิ้นเนื้อของตับไปตรวจ

 

 

การรักษาภาวะไขมันพอกตับ

 

ไม่มีการรักษาที่เฉพาะสำหรับไขมันพอกตับ อย่างไรก็ตาม หากมีโรคประจำตัว เช่นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ให้ทำการรักษาควบคุมโรคประจำตัวนั้น

 

  • ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะคนที่ดื่มหนัก ควรจะงดการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการเกิดตับแข็ง

 

  • ถ้าหากว่าน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรจะต้องค่อย ๆ ลดน้ำหนัก โดยไม่ควรลดเร็วเกินไป ควรลดในระดับ 1-2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะมีวิจัยพบว่า ถ้าลดน้ำหนักได้เกินกว่า 9% ของน้ำหนักตัวจะช่วยทำให้ตับกลับมาเป็นปกติได้

 

  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นประจำ จำกัดปริมาณแคลอรีที่ได้รับ เลี่ยงการรับประทานอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตปริมาณมาก ๆ เร็ว ๆ รวมทั้งขนมปัง ข้าว น้ำตาล

  • เลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็น

 

  • มีการวิจัยถึงการใช้สารต้านอนุมูลอิสระและยาสำหรับเบาหวานที่อาจเข้ามาช่วยภาวะไขมันพอกตับได้แก่

Vitamin E

Selenium

Betaine

Metformin

Rosiglitazone

Pioglitazone

 

ลองปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ยาเข้ามาช่วย และควรติดตามตรวจดูค่าการทำงานตับ และติดตามตรวจอัลตราซาวน์เป็นระยะ ๆ

 

We Care

Dr.Carebear Samitivej

Comment

Comment:

Tweet