เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

  

 

 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นการติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง ที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต
โดยจะมีการทำลายสมอง ทำให้สมองบวม ได้

 

 

สาเหตุของการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองมีได้หลายอย่าง ตั้งแต่เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอันตรายที่สุด
เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือการอักเสบจากสารเคมีหรือสารพิษซึ่งพบได้น้อยมาก

  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย
    • ในอเมริกาพบได้ปีละประมาณ 3000-5000 คน
    • อัตราการเสียชีวิตประมาณ 20-25% แต่ถ้าเป็นแบบรุนแรงการดำเนินโรคเร็วภายใน 24 ชั่วโมง อัตราการเสียชีวิตสูงกว่า 50% ถึงแม้อยู่ในมือแพทย์ก็ตาม
    • ผู้ที่ติดชื้อแบบรุนแรงมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 90 % ถ้าหากก็อาจจะมีความผิดปกติของการทำงานของสมองบางส่วน

เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส

  • ความรุนแรงของโรคจะน้อยกว่ามาก และคนไข้สามารถหายได้เองในเวลาประมาณ 7 -10 วัน  ไม่จำเป็นต้องให้ยาแก้อักเสบ เพียงให้การดูแลทั่วไปตามอาการเท่านั้น

 

สาเหตุของการเกิดการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ 

 

 

ปกติแล้ว สมองจะได้รับการป้องกันจากภายนอกและเลือด โดยเยื่อหุ้มสมอง แต่ก็มีข้อเสียคือ เมื่อมีการเข้าไปของแบคทีเรีย จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่อยู่ในเลือดไม่สามารถเข้าไปต่อสู้กับเชื้อโรคได้ เมื่อมีการติดเชื้อ เส้นเลือดจะยอมให้ของเหลวและเม็ดเลือดขาวผ่านเข้าไปต่อสู้กับเชื้อโรคในเยื่อหุ้มสมองและสมองได้ แต่ผลเสียที่ตามมาก้คือสมองบวมมากขึ้น

  • เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองคือ Streptococcus pneumoniaeNeisseria meningitidis ซึ่งเชื้อชนิดหลังทำให้เกิดการระบาดได้ในภาวะที่อยู่กันหนาแน่น เช่นในหอพักนักศึกษา หรือในค่ายทหาร เชื้ออีกชนิดนึงที่พบบ่อยคือเชื้อ. Haemophilus influenzae type B (Hib) แต่เริ่มพบน้อยลงเพราะปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนตัวนี้กันตั้งแต่เด็ก
  • การติดเชื้อ อาจจะเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ที่พบบ่อยก็คือเป็นผลมาจากการติดเชื้อที่พบได้ในทางเดินหายใจ คือจมูกและปาก เชื้อแบคทีเรียจะผ่านเข้าไปทางเส้นเลือดไปที่เยื่อหุ้มสมอง
  • บางครั้งเกิดจากการแพร่กระจายจากการติดเชื้อในช่องหู หรือในไซนัส หรือจากการติดเชื้อที่มาจากผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดศีรษะ สมอง
  • อายุเฉลี่ยของการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองในผู้ใหญ่คือประมาณ 25 ปี

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นได้แก่

  • อายุมากกว่า 60 ปี หรือในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
  • ผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือติดสุราเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วย chemotherapy
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาเพื่อกดภูมิคุ้มกันเช่น ผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ที่ต้องดูแล สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ผู้ที่พักอาศัยอยู่กันหนาแน่น เช่นหอพักนักศึกษา ค่ายทหาร

 

อาการของผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

 

 

ประมาณ  25% ของผู้ป่วยจะมีอาการขึ้นใน 24 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจะค่อย ๆ มีอาการขึ้นเรื่อย ๆ ใน 1-7 วัน

อาการที่พบได้บ่อย คืออาการ ไข้สูง ปวดหัว คอแข็ง คลื่นไส้ อาเจียน สู้แสงไม่ได้ กระสับกระส่าย ซึมลง และชัก

 

การวินิจฉัย

 

ผู้ป่วยที่อาจจะติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะถูกแยกห้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อไปยังคนอื่น รวมทั้งให้สวมหน้ากากป้องกัน

แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย อาจจะพบความผิดปกติของระบบประสาท และลักษณะที่แสดงถึงการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง

 

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

 

 

จะมีการตรวจเลือด ตรวจเอ๊กซเรย์ปอด ตรวจ CT scan สมอง

สำหรับการตรวจที่จะยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง จะทำโดยการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง ดูเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ระดับน้ำตาล รวมทั้งส่งน้ำไขสันหลังไปเพาะเชื้อ

 

การรักษา

 

ถ้าเป็นการติดเชื้อจากเชื้อไวรัส จะเป็นเพียงการดูแล โดยใช้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด และยาตามอาการที่เป็น ไม่จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อโรค

ถ้าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล อาจจะต้องอยู่ ICU เพื่อติดตามความดันโลหิต และการหายใจอย่างใกล้ชิด การให้ยา จำเป็นต้องใช้ ยาฆ่าเชื้อโรค โดยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพยาบาลอื่น ๆ เช่น การให้น้ำเกลือ ให้ยาลดไข้ ในรายที่เป็นรุนแรง จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ะ

 

การป้องกัน

 

ป้องกันการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วยการ

  • ล้างมือบ่อย ๆ
  • ทำความสะอาด จุดที่ต้องสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได เป็นต้น
  • ปิดปากเวลาไอ
  • ใช้ช้อนกลาง เลี่ยงการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน
  • ฉีดวัคซีนป้องกัน

 

ในผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคนี้ อาจจะต้องให้ยาแก้อักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้ด้วย แต่ถึงว่าได้ยาป้องกันแล้ว ถ้าเกิดมีอาการผิดปกติ เช่นไข้ ปวดหัว ก็ต้องรีบพบแพทย์เช่นกัน

 

 

ารฉีดวัคซีนป้องกัน

  • วัคซีนที่มีในปัจจุบันจะเป็นวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อ Neisseria meningitides. โดยการให้วัคซีน Meningococcal โดยมักจะให้กับเด็กอายุ 11-12 ปี  

นอกจากนั้นกลุ่มคนที่ควรจะได้รับวัคซีนตัวนี้ได้แก่

  • นักศึกษาที่พักรวมในหอพัก
  • ค่ายทหาร
  • ผู้ที่ตัดม้ามไปแล้วจากโรคต่าง ๆ หรืออุบัติเหตุ
  • ผู้ที่เดินทางไปยังแหล่งที่พบเชื้อนี้ได้บ่อย
  • วัคซีนอีกตัวที่แนะนำ วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ ที่เกิดจากเชื้อ Streptococcus pneumoniae. ซึ่งเป็นเชื้ออีกตัวที่สามารถทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่นกัน  โดยแนะนำให้ฉีดในผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี เป็นโรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ตัดม้ามไปแล้ว

We Care

 

Dr. Carebear Samitivej

http://www.facebook.com/note.php?note_id=212313702135035

Comment

Comment:

Tweet