กระเพาะอาหารอักเสบ

posted on 08 Sep 2011 11:00 by drcarebear in Health

 

โรคกระเพาะ ถ้าจะใช้คำทางการแพทย์ที่ละเอียดขึ้นไป อาจจะต้องแบ่งออกเป็นกระเพาะอาหาร
อักเสบ 
กับเรื่องของแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีลักษณะอาการใกล้เคียงกัน โดยกระเพาะอาหาร
อักเสบอาจจะมีการอักเสบของผิวกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จนในที่
สุดทำให้เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะคือการ
ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS

 

 

 

การอักเสบของกระเพาะอาหาร ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น การอักเสบแบบเฉียบพลันกับการ
อักเสบแบบเรื้อรัง 
ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
กระเพาะอาหารได้ แต่คนส่วนใหญ่จะมีอาการเพียงเล็กน้อยและรักษาหายในเวลาไม่นาน

 

 

อาการของกระเพาะอาหารอักเสบ

 

• มีอาการจุก แสบเสียด ร้อน หรือแน่น ๆ อาหารไม่ย่อย ที่บริเวณท้องส่วนบน หรือลิ้นปี่

 

• คลื่นไส้ อาเจียน

 

• ไม่อยากอาหาร

 

• มีลมเยอะ ท้องอืด

 

• รู้สึกจุกแน่นท้องมากเวลาทานอาหาร

 

• บางคนอาจมีอาการน้ำหนักลดลง

 

กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่จะร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดแสบร้อนในท้อง
ส่วนบน

กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง จะรู้สึกแน่น ๆ จุก ๆ หรือไม่ค่อยอยากอาหาร ทานได้ไม่มากก็จะรู้สึกแน่น
แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้

 

ในบางครั้งจะมีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร แต่พบได้น้อย ถ้ามีอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร
จะมีอุจจาระที่เป็นสีดำเหมือนถ่าน และไม่แข็งเป็นก้อน (ต่างจากคนที่รับประทานธาตุเหล็กเสริมซึ่งอุจจาระ
จะดำเช่นกัน แต่แข็งเป็นก้อนตามปกติ) ซึ่งหากมีอาการนี้ เป็นลักษณะที่แสดงว่าต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจ
โดยทันที

หากมีอาการดังกล่าวเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษา แต่ถ้ามีอาการเลือดออก
ทางเดินอาหาร ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนปนเลือด ควรพบแพทย์ทันที

 

 

สาเหตุ

 

ปกติที่ผิวของกระเพาะจะมี mucus เป็นมูกเป็นชั้นที่ช่วยป้องกันผิวของกระเพาจากกรด แต่ถ้าชั้นนี้
ถูกทำลายลง ผิวของกระเพาะก็จะเกิดการอักเสบ และเสียหายจากกรดในกระเพาะ

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้แก่

 

• การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในคนที่เป็นกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง

 

 

พบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถติดต่อกันระหว่างคนได้ โดยเชื้อตัวนี้จะทำลาย
ชั้นผิวที่ป้องกันกระเพาะจากกรด โดยที่การสูบบุหรี่ หรือความเครียดมาก ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการ
ทำลายผิวกระเพาะมากขึ้น

พบว่าในคนที่มีอายุมากขึ้นก็จะยิ่งพบการติดเชื้อนี้สูงขึ้นด้วย

 

 การใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs)เช่น aspirin, ibuprofen
(Advil, Nurofen), Ponstan, voltaren หรือ naproxen จะทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบได้หากมีการ
ใช้ยากลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในปริมาณมาก เนื่องจากยากลุ่มนี้จะไปทำลายชั้นผิวของ
กระเพาะอาหารเช่นกัน

 

การใช้แอลกอฮอล์ปริมาณมาก จะทำให้กิดการกัดทำลายกระเพาะ และทำให้มีกรดในกระเพาะ
มากกว่าปกติ

 

• ความเครียด

 

น้ำดีไหลย้อน Bile reflux disease. น้ำดีถูกสร้างจากตับ และเก็บไว้ในถุงน้ำดี เมื่อน้ำดีออกมายังลำไส้
ส่วนต้น จะไม่ย้อนกลับเข้ามานกระเพาะ แต่ถ้ากล้ามเนื้อที่ปลายกระเพาะผิดปกติ จะทำให้มีการย้อนของน้ำ
ดีเข้ามาในกระเพาะทำให้เกิดการอักเสบได้

 

ภาวะแทรกซ้อน

 

ถ้าหากเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรังและไม่ทำการรักษา อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร และแผลในกระเพาะอาหารบางชนิดจะมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้

ดังนั้นหากทำการรักษากระเพาะอาหารอักเสบแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจ
เพิ่มเติมเช่นการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร หรือการตรวจดูการติดเชื้อ H pylori

 

การตรวจวินิจฉัย

 

ถึงแม้ว่าจะสามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติ อาการ และการตรวจร่างกาย แต่ในบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไป

 

การตรวจเลือด ในการตรวจเลือดจะสามารถตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ได้ โดยการตรวจหา antibodies ของเชื้อนี้ ถ้าตรวจพบภูมิแปลว่าเคยได้รับเชื้อตัวนี้มาก่อน การตรวจเลือดยังตรวจดูว่ามีภาวะ
โลหิตจางหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการมีเลือดออกจากกระเพาะ

 

การตรวจ Breath test เป็นการตรวจง่าย ๆ โดยตรวจดื่มนน้ำยาที่มีลักษณะเป็น radioactive carbon molecules. ถ้ามีการติดเชื้อสารนี้จะแตกตัวออกและถูกดูดซึมเข้าร่างกาย และจะถูกขับออกมาทางลมหายใจ
ซึ่งจะมีเครื่องมือที่ตรวจจับขณะที่คุณหายใจออกมาในถุงที่จัดไว้ให้

 

 

 

การตรวจอุจจาระ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการตรวจหาเชื้อตัวนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจดูว่ามีเลือด
ปนในอุจจาระหรือไม่ ซึ่งจะบอกเรื่องการมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้

 

 

 การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น การตรวจนี้จะทำให้เห็นความผิดปกติที่อยู่ในทางเดิน
อาหารได้ โดยแพทย์จะส่องกล้องเข้าไปทางปากเพื่อตตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้
ส่วนต้น ถ้าหากพบว่ามีผิวของทางเดินอาหารที่ผิดปกติแพทย์อาจจะทำการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่ง
ตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป โดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 20-30 นาที แต่อาจจะให้นอนสังเกตอาการสอง
หรือสามชั่วโมงจากการให้ยา

 

 

ผลจากการส่องกล้องจะพบกระเพาะอาหารอักเสบมากที่สุด รองลงมาจะเป็นโรคกรดไหลย้อน

 

การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เป็น ถ้าเกิดจากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs หรือ
แอลกอฮอล์ อาการจะดีขึ้นภายหลังการหยุดสารยากลุ่มนี้ แต่ถ้าเป็นการอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อ
H.Pyloir จะต้องทำการรักษาโดยการรับประทานยาฆ่าเชื้อโรคร่วมกับยาที่ลดกรดในกระเพาะอาหาร

 

ยาที่ใช้ในการรักษากรดในกระเพาะอาหาร

 

กรดในกระเพาะอาหารจะทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของกระเพาะอาหาร ดังนั้นยาหลาย ๆ
กลุ่มจะมีฤทธ์ในการลดกรด หรือเคลือบกระเพาะอาหาร ได้แก่

 

Antacids. เป็นยาที่มีขายตามร้านขายยา อาจจะเป็นยาน้ำ เช่น alum milk หรือยาเม็ด antacid กลุ่มนี้
ทำหน้าที่เพียงทำให้ลดความเป็นกรดในกระเพาะ หรือช่วยเคลือบกระเพาะ และช่วยลดอาการปวดได้

 

• Acid (H2) blockers. เป็นกลุ่มที่เสริมเข้ามาเมื่อยากลุ่มแรกใช้ไม่ได้ผล โดยจะเป็นยาที่ช่วยลดการ
สร้างกรดของกระเพาะอาหาร เช่นยา as cimetidine (Tagamet), ranitidine (Zantac) เป็นต้น

 

• ยากลุ่มยับยั้งการปั๊มกรด shut down acid 'pumps.' ยากลุ่มนี้ทางการแพทย์เรียกว่า proton pump inhibitors โดยการป้องกันไม่ให้เซลล์กระเพาะส่งกรดเข้ามาในกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้จะได้ผลดีขึ้น
แต่ราคาก็แพงขึ้นด้วยเช่น omeprazole (losec), lansoprazole (Prevacid), and esomeprazole (Nexium)

 

 

ถ้าหากมีอาการและเริ่มทานยา ควรจะทานยาต่อเนื่องประมาณ 10-14 เพื่อให้การอักเสบหายเป็นปกติ
บางคนจะทานยาเพียงสองสามวัน พอหมดอาการก็จะหยุดยาทันที แต่ถ้าให้ดี ให้การอักเสบหายหมดควร
ทานต่อเนื่อง มิฉะนั้นจะมีอาการกลับมาเป็น ๆ หาย ๆ ได้

 

 

ยาที่ใช้รักษา H. pylori

 

ในการรักษาเชื้อ H.Pylori จะใช้ยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ร่วมกับ ยากลุ่ม Proton pump หนึ่งตัว โดยให้ทาน
ติดต่อกันเวลาประมาณ 14 วัน

ภายหลังการรักษาด้วยวิธีนี้แพทย์จะทำการตรวจอีกครั้งว่ายังมีการติดเชื้ออยู่อีกหรือไม่

เมื่อสามารถจัดการกับการติดเชื้อนี้ได้ โอกาสที่จะกลับมาเกิดแผลในกระเพาะอาหารจะลดลงไปมากถ้าหาก
ยังพบว่ามีการติดเชื้ออยู่อีก ก็จำเป็นจะต้องได้รับการรักษาอีกครั้งโดยใช้ยาปฏิชีวนะอีกกลุ่มหนึ่ง

 

 

ปัญหาทางเดินอาหารอาจจะเกิดจากหลาย ๆ เหตุผล รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของตัวคุณเองด้วยโดยทั่วไป
การปฏิบัติตัวของคนที่มีปัญหาทางเดินอาหารควรปฏิบัติตัวดังนี้

 

• ฝึกให้ระเบียบวินัยในการรับประทาน ทานให้ตรงเวลา ทานในปริมาณที่พอเหมาะ ควรหลีกเลี่ยงการ
รับประทานของเผ็ด ของหมักดอง พริกน้ำส้ม น้ำอัดลม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว

 

• งดการดื่มแอลกอฮอล์

 

• งดบุหรี่

 

• หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยกเว้น paracetamol ซึ่งไม่กัดกระเพาะ

 

• ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้อ้วน จะมีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อน
ท้องอืด ท้องผูกได้ง่าย

 

• ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยทำให้เรื่องการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น
ลดอาการท้องผูกได้

 

• จัดการกับความเครียด ถ้าหากว่ามีความเครียด จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวาย เส้นเลือดสมอง
และทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง และยังเพิ่มการสร้างกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้การย่อยอาหาร
แย่ลงด้วย

 

ลองดูแลพฤติกรรมตัวเองเพื่อป้องกันโรคนี้ หากมีอาการควรพบแพทย์ทางเดินอาหารนะครับ

 We Care

 Dr.Carebear Samitivej

http://www.facebook.com/note.php?note_id=411888550591 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วรู้สกเสียดท้องขึ้นมาเลยแฮะ
ขอขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะคะ
จะว่าไปเราก็ปวดท้องบ่อยแฮะ- -

#1 By firay on 2011-09-08 19:14