Tips

คำว่า อย่าใส่ใจ บางทีเป็นคำที่หลาย ๆ คน เอาไว้ปลอบใจตัวเอง แบบนั้นเป็นการพยายามหลีกเลี่ยง เพราะไม่มีทางเลือก จนตรอก 
 
...แต่คำว่า อย่าใส่ใจ ที่ถูกที่แท้ คือ ไม่นำทุกข์นำโทษเข้ามาในใจเราไม่ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถ้ามัวแต่เก็บเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นทุกข์นั่นคือ เอามาใส่ใจ แถมเอาทุกข์มาใส่ คิดดูซิครับว่า มันไม่รู้จักเลือกจริง ๆถ้ารู้จักเลือก ต้องเลือกที่จะไม่เอาทุกข์มาใส่ใจ ทีนี้ถ้าไม่เอาทุกข์มาใส่ จะให้ใส่ใจในอะไร เพราะใจมันคิดอยุ่ตลอดเวลา ถ้าบอกว่าไม่เอาทุกข์มาใส่ใจ ต้องรู้ด้วยว่าจะเอาอะไรมาใ่ส่ใจ .... 
 
คำตอบคือ เอาความรู้จักว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ มาใส่แทนเพราะความทุกข์นี้ต้องเจออยู่แล้ว ไม่มีใครไม่เจอแต่ไม่รู้จักมัน เป็นผู้ลงไปเล่นด้วยตลอดต้องถอยออกมาเป็นผู้ดู ไปรู้จักมัน เท่านั้นก็ไม่ทุกข์แล้ว
 
ทั้งหมดนี้เรื่องใจตนเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับคนข้างนอกเลย 
 
ทีนี้เอาเรื่องการวางตัวกับคนข้างนอกในสังคมบ้างเรื่องความอิจฉาริษยา มันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย เราเองก็มีความริษยาเหลืออยู่ จะมากจะน้อยจะแสดงออกไม่แสดงออกนั่นอีกเรื่องนึงสำหรับหมอหมีเอง เจอคนที่มาแรง ๆ แบบนี้้ หลีกให้ห่างเป็นดีที่สุดเพราะการเลือกคบเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าจำเป็นต้องเจอ ทำอย่างเดียวเลย คือกลับมาดูใจตัวเอง เฝ้ารักษาใจตัวเอง ไม่ให้ไปคิดพัวพันกับ ความคิดว่า เขามาว่าเรา เขามาิอิจฉาเรา เขาทำไม่ดีกับเราอยู่กันต่อหน้า ก็เฝ้ารักษาใจตัวเองไว้ ไม่มีใครรู้ว่าในใจเราทำบุญอยู่ความคิดว่าเขามาว่าอะไรเราเกิดขึ้น ไปรู้จักมันเลยว่า นี่คือความพยาบาทเราจะไม่ให้พยาบาทเกิดขึ้นในใจเราอีกอันนี้คือแผ่เมตตาตัวจริง ๆ ไม่ต้องมีคำสวด ไม่้ต้องมีคำท่องบ่นอะไร 
 
เป็นเรื่องยากนะครับ เป็นเรื่องที่ต้องอดทน ฝืนกับความรู้สึกตัวเองหมอหมีก็ยังฝึกอยู่นะครับ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามขัดเกลาต่อไป
 
We Care
Dr.Carebear Samitivej

เล็บขบ

posted on 22 Mar 2011 18:22 by drcarebear in Tips


เล็บขบ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย บางคน เมื่อเคยเป็นแล้ว ไม่นานก็กลับมาเป็นอีก เล็บขบคือการติดเชื้อ ที่ด้านข้างของเล็บ เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดที่มือ ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ดี ก็อาจจะทำให้การติดเชื้อลามไปเป็นการติดเชื้อรุนแรงได้

สาเหตุ



เล็บขบ เป็นลักษณะที่เล็บงอกเข้าไปด้านข้างของเล็บ ทำให้เกิดแผลที่ผิวหนังบริเวณนั้น และทำให้เกิดการติดเชื้อ การเกิดแผลบริเวณผิวหนังที่ติดกับเล็บทำให้เชื้อโรคเข้าไปได้ จากการกัดเล็บ การตัดเล็บสั้นเกินไป ทำเล็บ ล้างจาน หรือการสัมผัสสารเคมี สำหรับที่เท้า อาจจะเกิดจากการใส่รองเท้าที่หน้าแคบเกินไปทำให้มีการบีบจนเล็บบาดเข้าไปในเนื้อ ในบางรายมีการติดเชื้อราทำให้มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ได้

 อาการ
 

เริ่มต้นด้วยอาการ บวม แดง ที่ผิวหนังรอบ ๆ เล็บ มีอาการเจ็บถ้าไปโดน อาจจะมีการติดเชื้อมากจนเกิดเป็นหนองเป็นฝีได้

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หรือการไหลเวียนเลือดไม่ดี อาจจะทำให้แผลติดเชื้อแบบเรื้อรังได้

 การรักษา

การดูแลเองที่บ้าน
การดูแลที่บ้านอาจจะทำง่าย ๆ โดยการทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น หรือ แช่น้ำอุ่นผสมสบู่ที่มีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นาน 15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง สามารถเริ่มได้ตั้งแต่มีลักษณะบวมแดงที่ผิวหนัง และทานยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องประมาณ 5-7 วัน

ถ้าหากว่ามีลักษณะที่เป็นฝีหนองเกิดขึ้น ควรจะต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษาหนองออกมา ถ้าหากมีลักษณะที่เล็บเข้าไปในเนื้อทำให้เป็นแผล อาจจะต้องทำการรักษาเพื่อไม่ให้เล็บไปทำให้เกิดแผลที่เนื้อด้านข้าง

    * Lifting the nail ใน รายที่เป็นเล็กน้อย อาจจะมีอาการแดง และมีอาการเจ็บ แต่ไม่มีหนอง แพทย์อาจจะใช้สำลี หรือไหม เพื่อยกขอบเล็บบริเวณนั้นให้สูงขึ้นมาพ้นขอบของผิวหนัง เพื่อไม่ให้เล็บที่งอกเข้าไปในเนื้อ



    * การถอดเล็บบางส่วน ในรายที่การอักเสบติดเชื้อมากขึ้น เช่นมีหนองหรือเป็นฝี อาจจะต้องตัดเล็บด้านข้างส่วนที่ทำให้เกิดการติดเชื้อออก โดยวิธีนี้จะต้องฉีดยาชาก่อน

    * การถอดเล็บ และตัดเนื้อเยื่อส่วนที่ติดเชื้อออก  ในรายที่อาการเป็น ๆ หาย ๆ แพทย์อาจจะทำการถอดเล็บออกเพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อซ้ำอีก โดยอาจจะต้องใช้ยา หรือ เลเซอร์ ร่วมด้วย

นอกจานี้แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อโรคทาที่แผล และรับประทาน เพื่อจัดการกับการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะต้องดูแลแผลให้สะอาด

 

การป้องกัน
    * ระวังการเกิดแผลบริเวณผิวหนังรอบ ๆ เล็บ จากการกัด การทำเล็บ การตัดเล็บ
    * ทำความสะอาดเล็บให้ดีก่อนการตัดเล็บ อาจจะใช้แปรงสีฟันเก่า ๆ แปรงตามซอกเล็บให้สิ่งสกปรกออกไปก่อน
    * ถ้าต้องสัมผัสกับน้ำยา หรือสารเคมีต่าง ๆ เป็นประจำ ควรใส่ถุงมือเป็นประจำ
    * เลือกสวมรองเท้าที่ขนาดพอดี
    * ถ้าเป็นเบาหวาน ต้องให้การดูแล เบาหวานให้ดี และตรวจเท้ากับแพทย์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
    * ถ้ามีแผลจากอุบัติเหตุหรืองาน ให้รีบทำความสะอาดและใส่ยาฆ่าเชื้อ

We Care
Dr.Carebear Samitivej
http://www.facebook.com/DrCareBear