ริดสีดวงทวาร

posted on 20 Sep 2011 10:21 by drcarebear in Health

ริดสีดวง คือลักษณะที่มีเส้นเลือดขอด หรือเนื้อเยื่อที่บวมขึ้น ที่ทวารหนัก อาจจะมีอาการคัน
อาการเจ็บ หรือมีเลือดออก พบว่าก่อนอายุ 50 ปี ของคนทั่วไปจะพบว่าเป็นริดสีดวงได้ถึง 50%
หลายคนจะเคยมีปัญหานี้ บางคนเป็นครั้งเดียวแล้วหายไป หรือเป็นนาน ๆ ครั้ง แต่หลายคนจะมี
อาการที่รุนแรงขึ้นมีเลือดออกทุกครั้งที่ถ่ายอุจจาระ แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาได้ไม่ยาก
และสามารถป้องกันได้ แต่หากทิ้งไว้โดยไม่รักษาแต่เนิ่น ๆ อาการจะเป็นรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นควร
จะพบแพทย์เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

คำว่า ริดสีดวง หมายถึงภาวะ ซึ่งเส้นเลือดดำรอบ ๆ ทวารหนัก หรือลำไส้ส่วนปลาย มีการบวม
และการอักเสบ อาจเป็นผลเนื่องมาจากการเบ่งเพื่อถ่ายอุจจาระ นอกจากนี้อาจพบได้ในหญิง
ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีท้องผูกเรื้อรัง หรือ มีท้องเสีย

 

ริดสีดวงอาจจะแบ่งออกได้เป็น internal และ external โดย

 

Internal hemorrhoids จะเกิดขึ้นสูงเข้าไปในทวารหนัก โดยอาจจะมองไม่เห็นภายนอก อาการ
ที่พบบ่อยที่สุดคือการมีเลือดออก

 

External hemorrhoids สามารถเห็นได้ด้านนอกรอบ ๆ ทวารหนัก จะมองเห็นเป็นก้อนอาจจะมี
สีเขียว หรือม่วง บางครั้งจะไม่มีอาการ แต่เมื่อมีการอักเสบจะบวมมากขึ้นแดง และเจ็บ

 

ริดสีดวงอาจจะแบ่งตามความรุนแรงได้เป็นสี่ระยะ ซึ่งจะสามารถเป็นตัวที่ใช้ในการวางแผน
การรักษาต่อไป

 

 

First degree ริดสีดวงมีเลือดออกแต่ไม่มีก้อนยื่นออกมา

 

second degree มีก้อนยื่นออกมา โดยเฉพาะในช่วงที่เบ่งถ่ายอุจจาระ แต่ก้อนกลับเข้าไปเองได้

 

Third degree ก้อนยื่นออกมามากขึ้น และไม่กลับเข้าไปเอง ต้องใช้มือดันก้อนกลับเข้าไปด้านใน

 

fourth degree ก้อนยื่นออกมาและไม่สามารถกลับเข้าไปได้อาจทำให้เกิดการขาดเลือด และจะมี
อาการปวดมาก

 

 

อาการ

 

โรคที่เกี่ยวกับทวารหนักทั้งหลาย จะมีอาการคล้าย ๆ กัน อาการที่พบได้คือมีเลือดออก ซึ่งส่วนใหญ่
จะหายได้เองในเวลาไม่กี่วัน แต่หลายคนจะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

- การทำงานสะอาดด้วยทิชชู หลังถ่ายอุจจาระและพบว่ามีเลือดติดอยู่ หรือมีเลือดหยดตามออกมาหลังถ่ายอุจจาระ ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด .

- มีอาการเจ็บเวลาถ่ายอุจจาระ

- มีก้อนยื่นออกมาที่ทวารหนัก

- มีอาการคัน อาการระคายเคือง

 

การวินิจฉัย

เนื่องจากอาการถ่ายอุจจาระปนเลือดเป็นอาการหนึ่งของโรคมะเร็งลำไส้ แพทย์จึงต้องทำการตรวจ
ละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเลือดที่ออกมาจากริดสีดวง โดยแพทย์จะทำการตรวจด้วยการสอดนิ้ว
(ใส่ถุงมือและใช้สารหล่อลื่น)เข้าไปตรวจโดยรอบทวารหนัก ในบางรายจะต้องสอดเครื่องมือที่เรียกว่า proctoscope เพื่อให้เห็นชัดเจนละเอียดยิ่งขึ้น

ในบางรายที่มีความเสี่ยงมะเร็งอาจจะต้องทำการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ด้วย

 

การรักษา

เริ่มต้นด้วยการรักษาด้วยยา เพื่อลดอาการ

การนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่นประมาณ 10 นาที จะช่วยลดอาการและการบวมด้วย

การใช้ยาเป็นครีม หรือยาเหน็บ

การป้องกันท้องผูก โดยการทานอาหารที่มีไฟเบอร์มากขึ้นและดื่มน้ำมากขึ้น จะทำให้อุจจาระนุ่มลง
และลดอาการท้องผูกได้

การผ่าตัด ซึ่งมีหลายวิธี เช่น

 

การผ่าตัด

 

การใช้ยางรัด rubber banding

 

 

การฉีดยาเฉพาะที่ injection

 

การจี้ด้วยไฟฟ้า bipolar cautery

 

การป้องกัน

 

วิธีที่ดีที่สุด คือป้องกันไม่ให้ท้องผูก โดยการทำให้อุจจาระไม่แข็ง เพื่อลดความดัน และไม่ต้องเบ่งมาก
การออกกำลังกาย และการทานอาหารที่มีไฟเบอร์ และการดื่มน้ำจะช่วยได้มาก

 

 

We Care

 

Dr.Carebear Samitivej

ที่มา : http://www.facebook.com/note.php?note_id=408930090591

โรคหอบหืด

posted on 12 Sep 2011 13:24 by drcarebear

 

หอบหืด คือ โรคที่ทางเดินหายใจตีบแคบลง และมีอาการบวมของทางเดินหายใจ ทำให้หายใจมี
เสียงดังหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก และไอ หากอาการมีเพียงเล็กน้อยอาจจะหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการ
รุนแรงอาจะทำให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว อาจถึงแก่ชีวิตได้

 

โรคหอบหืดไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ การรักษาเริ่มต้นตั้งแต่การ
ตรวจหาสารที่กระตุ้นให้มีอาการและหลีกเลี่ยงสารนั้น การใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดอาการ และยาพ่น
เมื่อมีอาการกำเริบเฉียบพลัน อาการของหอบหืดอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ดังนั้นจึงควรติดตาม
อาการและปรับเปลี่ยนการรักษากับหมอของคุณอย่างต่อเนื่อง

 

 สาเหตุของหอบหืด

 

 

หอบหืดเกิดจากการอักเสบของทางดินหายใจ เมื่อมีการเกิดขึ้นเฉียบพลัน ทางเดินหายใจก็จะบวม
ขึ้น และเกิดการเกร็งตีบตัวของทางเดินหายใจ ซึ่งจะถูกกระตุ้นจากสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ สาร
ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย ๆ ได้แก่

  • ขนสัตว์ เช่น ขนหมา ขนแมว
  • ฝุ่น หรือไรฝุ่น
  • อากาศที่เปลี่ยนแปลง
  • สารเคมีในอากาศ หรือ ในอาหาร
  • การออกกำลังกายหนักเกินไป
  • เชื้อรา
  • แมลงสาป
  • เกสรดอกไม้ ดอกหญ้า
  • การติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หวัด
  • ความเครียด
  • บุหรี่

ในผู้ป่วยบางราย ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ในกลุ่ม NSAIDs อาจทำให้มีอาการหอบหืดขึ้นมาได้

ในหลายคนที่มีอาการหอบหืด ตัวเองหรือคนในครอบครัวอาจมีอาการภูมิแพ้ หรือ ผื่นแพ้อยู่ด้วย

 

อาการ

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการเป็นพัก ๆ โดยอาการที่อาจจะพบได้เพียงไม่กี่นาทีก็ได้ หรืออาจจะมีอาการ
ต่อเนื่องเป็นวัน  ๆ  ก็ได้เหมือนกัน  อาการหลักที่อาจจะพบได้คือ อาการเหนื่อยหอบ หายใจเสียงดัง
และอาการไอ อาการอื่น ๆ ได้แก่

  • อาการไอ มีทั้งแบบไอแห้ง และไอมีเสมหะ
  • หอบเหนื่อย หายใจไม่ทัน โดยเฉพาะเวลาออกแรงหรือออกกำลังกาย
  • อาการหายใจเสียงดัง Wheezing 
  • มักมีอาการช่วงกลางคืน หรือเช้าตรู่
  • อาการจะแย่ลงเมื่อเจออากาศเย็น
  • บางครั้งอาการอาจจะดีขึ้นได้เอง
  • แย่ลงเมื่อออกกำลังกาย
  • แย่ลงเมื่อมีอาการของกรดไหลย้อน
  • อาการจะดีขึ้นเมื่อใช้ยาขยายหลอดลม

 

อาการที่บ่งชี้ถึงภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

 

  • มีอาการเขียวของริมฝีปากและหน้า
  • ซึมลง ไม่รู้สึกตัว หรือกระสับกระส่ายมากในขณะที่มีอาการ
  • หายใจลำบากอย่างชัดเจน
  • ชีพจรเร็วขึ้นมาก
  • เหงื่อออกตามตัวมาก

 

การตรวจวินิจฉัย

 

 

จากการตรวจร่างกาย แพทย์จะพบว่า มีอัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ เมื่อฟังเสียงปอด จะพบว่ามีเสียง
Wheezing ซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดจากการตีบของทางเดินหายใจ

  • การทำการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ โดยอาจจะทำการตรวจ ผิวหนัง หรือการตรวจเลือดเพื่อหาสาร
    ก่อภูมิแพ้ที่ทำให้มีอาการ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา ขนสัตว์ แมลงสาป เกสรดอกไม้ ดอกหญ้า
  • การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ หรืออาจจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil สูง
  • การตรวจสมรรถภาพปอด Lung function test โดยจะสามารถตรวจวัดความตีบแคบของทางเดิน
    หายใจ และสามารถตรวจวัดว่าแรงในการหายใจออกทำได้ดีแค่ไหน โดยอาจจะทำการตรวจ ก่อน
    และหลังให้ยาขยายหลอดลม เพื่อดูว่าจะผลตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมได้ดีหรือไม่

 

การรักษา

 

เป้าหมายในการรักษา คือการพยายามหลีกเลี่ยงสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ และ พยายามควบคุมกา
รอักเสบของทางเดินหายใจ สิ่งที่ผู้ป่วยต้องเรียนรู้คือการสังเกตว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นและเลี่ยงสารนั้น ๆ
และต้องสังเกตตัวเองว่ากำลังจะมีอาการกำเริบ เพื่อใช้ยาควบคุมอาการทันที

 

ส่วนการรักษาด้วยยา จะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ ได้แก่

 

  • ยาที่ใช้ในการป้องกันการเกิดอาการ

มักจะเป็นยาพ่น ในกลุ่ม สเตียรอยด์ เพื่อป้องกันอาการบวมของทางเดินหายใจ หรืออาจจะกลุ่มอื่นที่
อาจจะช่วย เช่น ยาในกลุ่ม  beta agonist หรือยาในกลุ่ม leukotriene inhibitor

 

  • ยาที่ใช้ในการลดอาการในขณะที่มีอาการ

จะเป็นยาที่ใช้ในขณะที่มีอาการไอ หอบเหนื่อยเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรืออาจจะใช้ยาในกลุ่มนี้ก่อนที่
จะออกกำลังกาย ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์สั้น ที่รู้จักกันดีเช่น Ventolin นอกจากนั้น
เป็นยาในกลุ่ม สเตียรอยด์ ซึ่งมีชนิดยาพ่น ยารับประทาน

 

หากมีอาการรุนแรง ควรพบแพทย์ทันที และอาจจำเป็นจะต้องได้รับยาทางเส้นเลือดเพื่อป้องกันภาวะระบบหายใจล้มเหลว

โรคหอบหืด ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  ดังนั้นจึงต้องดูแลตัวเอง อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในเรื่องการ
ออกกำลังกาย การดูแลป้องกันหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

 

เทคนิคการดูแลผู้ป่วยหอบหืด

 

ปรึกษากับแพทย์เพื่อวางแผนในการดูแลง่าย ๆ โดย

  • เลี่ยงสารที่ทำให้มีอาการแพ้ 
  • การอยู่ในห้องแอร์จะลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ภายนอกได้ดีกว่า และทำความสะอาดเป็น
    ประจำ
  • ทำความสะอาดห้องนอน เพื่อป้องกันฝุ่นและไรฝุ่น
  • จัดอุณหภูมิห้องให้พอเหมาะ
  • หลีกเลี่ยงการนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอน
  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายประจำ รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี
  • รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ
  • ป้องกันและรักษาโรคกรดไหลย้อน
  • ฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง หรืออาจจะฝึกหายใจแบบโยคะก็ได้

 

We Care

 Dr.Carebear Samitivej
http://www.facebook.com/note.php?note_id=260288697337535